การสอนการแก้ปัญหาแบบ IDEAL

ความหมาย

การสอนการแก้ปัญหาแบบ IDEAL (The IDEAL Problem – Solving Strategy) หมายถึง การสอนที่ช่วยให้นักเรียนรู้ขั้นตอนของการแก้ปัญหาและยังช่วยให้นักเรียนมีโอกาสใช้ความคิดแบบวิจารณ์เพื่อแก้ปัญหาด้วย Branford and others (1986 : 1078-1089) เป็นผู้ริเริ่มกลวิธีแก้ปัญหาแบบนี้ และ Flynn (1989: 664-668) เสนอแนะให้ผสมผสานการสอนแบบร่วมมือกัน จึงเป็นการสอนโดยใช้สถานการณ์ปัญหาเป็นภาพ ข้อความ หรือบทสนทนาของชีวิตประจำวันที่น่าสนใจ นำมาเป็นสื่อในการสอนกับการใช้กลวิธีต่าง ๆ เพื่อให้นักเรียนฝึกการอ่าน การคิดรวบยอดในการค้นคว้าหาคำตอบ ฝึกการคิดพิจารณา การคิดวิเคราะห์  วารุณี สิงห์ประสาทพร(2544 : 10) ได้กล่าวว่า ผู้อ่านที่ดีนั้น คือ ผู้อ่านที่สามารถคิดวิเคราะห์ในสิ่งที่อ่านได้ นอกจากเป็นการฝึกการคิดวิเคราะห์ การวิจารณ์แล้ว ยังใช้ประสบการณ์เดิมมาช่วย ซึ่งนำไปสู่การอภิปรายแลกเปลี่ยนความคิดเห็นร่วมกัน สามารถที่จะเกิดกระบวนการคิดแก้ปัญหาได้ และยังสามารถทำงานร่วมกับผู้อื่นได้เป็นอย่างดี

การสอนการแก้ปัญหาแบบ IDEAL จะต้องใช้ทักษะการอ่านแบบวิจารณ์ ต้องอาศัยความคิดในระดับสูง คือ การสังเคราะห์ (Synthesis) การประเมินผล (Evaluation) และการวิเคราะห์ (Analysis) เพื่อสามารถเข้าใจในบทอ่านและพัฒนาให้เกิดการแก้ปัญหา (Problems– Solving) ผสมผสานกับการสอนแบบร่วมมือกันของนักเรียน (Cooperative) เพื่อนักเรียนจะร่วมมือกันแก้ปัญหาเป็นกลุ่ม ซึ่งมีสมาชิกที่มีความสามารถต่างๆ กัน ทำให้ไปสู่เป้าหมายหรือจุดประสงค์ของกลุ่มได้ง่ายกว่า ทั้งนี้สมาชิกแต่ละคนในกลุ่มควรมีส่วนร่วมเพื่อความสำเร็จของกลุ่ม

 กลวิธีในการสอนการแก้ปัญหาแบบ IDEAL

  1. โครงสร้างของเนื้อหา (Text Structure)

การสอนการแก้ปัญหาแบบ IDEAL เนื้อหาที่นำมาใช้ในบทอ่านควรให้เกิดประโยชน์กับนักเรียนมากที่สุด ซึ่งต้องตรงกับความต้องการและความสนใจของนักเรียนมีความยากง่ายปานกลางพอที่จะเกิดการเรียนรู้ได้ดี เมื่อสิ่งที่เรียนรู้มีความหมาย สามารถเรียนรู้ได้รวดเร็วจึงเหมาะสมกับเนื้อหาตามอรรถลักษณะ (Genre) ซึ่งมีลักษณะเนื้อหาตลอดจนภาษาที่ใช้เป็นภาษาที่ง่าย มีเหตุและผล เป็นปัญหากับข้อแก้ไขและความจำเป็นชี้ให้เห็นข้อดี ข้อเสียเป็นการจูงใจให้ผู้อ่านคล้อยตามนักเรียนสามารถคิดวิเคราะห์ตามแนวของเรื่องได้ง่าย สิ่งสำคัญควรเป็นเนื้อหาที่มีลักษณะเป็นปัญหา เพื่อเป็นหัวข้อประเด็นนำไปสู่การเรียนการสอนแก้ปัญหาแบบ IDEAL และควรเป็นเนื้อหาเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมของนักเรียนเพราะเป็นประสบการณ์ของนักเรียนที่ได้รู้ได้เห็นมาก่อน จะทำให้บอกรายละเอียดของสาเหตุปัญหาได้ง่ายเมื่อโยงเข้าสู่ชีวิตจริง สามารถที่จะแยกปัญหาที่ซับซ้อนและเห็นแนวทางการแก้ปัญหาได้ง่ายขึ้น

2. การใช้คำถาม

คำถาม หมายถึง เครื่องมือเพื่อวัดว่าผู้อ่านเข้าใจสิ่งที่อ่านมากน้อยเพียงไร การใช้คำถามเป็นสิ่งจำเป็นต่อการสอนอ่าน ถ้าคำถามนั้นมีจุดประสงค์เพื่อการสอนมากกว่าเป็นการทดสอบ ครูผู้สอนใช้คำถามที่ช่วยชี้แนะให้ผู้อ่านได้สำรวจหรือวิเคราะห์บทอ่าน เพื่อช่วยให้เข้าใจเรื่องที่อ่านอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น ใช้คำถามก่อนอ่านเพื่อกระตุ้นประสบการณ์เดิมของนักเรียน หรือใช้คำถามในขณะที่อ่านเพื่อช่วยให้นักเรียนทำนายเรื่องต่างๆ ที่เกิดขึ้นได้ถูกต้อง ในการสอนอ่านภาษาอังกฤษการใช้คำถามเพื่อกระตุ้นให้ผู้อ่านคิด ผู้อ่านสามารถใช้คำถามเป็นเครื่องมือในการจัดกระบวนความคิด เมื่อผู้อ่านเข้าใจหรือตีความเนื้อเรื่องที่อ่านผิด ครูผู้สอนจะสามารถรู้ได้จากคำตอบของเขา ครูผู้สอนจึงควรศึกษากลวิธีการใช้คำถามในกระบวนการเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพ เพราะการเรียนการสอนในห้องเรียนใช้กระบวนการถามคำถามเพื่อให้เกิดการสนทนาและเริ่มต้นการอภิปราย ชาญชัย อาจินสมาจาร (2528 : 13 – 14) กล่าวว่า ในการสอนผู้สอนควรใช้คำถามที่น่าสนใจใช้คำถามในระดับสูงขึ้น เพื่อให้ผู้เรียนคิดและมีความตื่นเต้นในการเรียน สำหรับการเรียนภาษาอังกฤษนั้น ผู้สอนควรฝึกให้ผู้เรียนถามเป็นภาษาอังกฤษ ซึ่งจะทำให้ผู้เรียนมีโอกาสพูดในชั้นเรียนได้มากขึ้น โดยให้ฝึกถามคำถามหลายๆ แบบ สรุปได้ว่า การใช้คำถาม หมายถึง การที่ครูเริ่มต้นถามคำถามในระดับบรรยาย ได้แก่ คำถามขึ้นต้นด้วย Who, What, Where, When เพื่อฝึกทักษะการคิดของนักเรียนให้เป็นไปตามลำดับขั้นและใช้คำถามประเภท Who, What, Where, When เพื่อฝึกทักษะการคิดของนักเรียนให้พัฒนาในระดับสูงขึ้นไป การใช้กระบวนการถามคำถามดังกล่าว นอกจากจะเป็นการฝึกการสนทนาทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณแล้ว ยังเป็นการกระตุ้นให้เกิดการอภิปรายแสดงความคิดเห็นในชั้นเรียน รวมทั้งเป็นการฝึกการใช้ภาษาเพื่อพัฒนาผู้เรียนให้เป็นผู้มีความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร

3. การอภิปราย (Discussion)

การอภิปราย เป็นสิ่งสำคัญเพราะเป็นทั้งทักษะในการสื่อสารและเป็นหนทางที่จะพัฒนาทักษะทางการอ่านให้สูงขึ้น ได้กล่าวถึงการพูดไม่เป็นทางการที่จะช่วยให้นักเรียนได้รับการกระตุ้นให้พูดอย่างสบาย ๆ พูดเรื่องที่คิดและไต่ถามเรื่องที่ตนเองไม่คุ้ยเคย ฉะนั้นบทบาทของครูก็คือ การชี้นำและแนะนำความคิดให้นักเรียน โดยใช้การถามคำถามและถามบ่อยๆ เพื่อจะดึงดูดความสนใจของนักเรียน การอภิปรายแสดงถึงการร่วมมือในการหาวิธีแก้ปัญหาร่วมกันที่ทำให้รู้สึกว่าได้รับการยอมรับและเป็นส่วนหนึ่งระหว่างนักเรียนด้วยกัน นอกจากนั้นยังเป็นการฝึกใช้ภาษาที่ดีและได้ผลดีที่สุดวิธีหนึ่ง

4. แผนภูมิความหมาย (Semantic Mapping)

แผนภูมิความหมาย เป็นแผนภูมิที่แสดงความสัมพันธ์ระหว่างความคิดหลัก (Major Ideas) และความคิดย่อย (Minor Ideas) ซึ่งสามารถเขียนเป็นวงกลม สี่เหลี่ยมผืนผ้า หรือสี่เหลี่ยมจัตุรัส ภายในมีคำหรือวลีที่เป็นตัวชี้แนะและใช้เส้นตรงหรือลูกศรแสดงความสัมพันธ์ระหว่างปมต่าง ๆ (สุพรรณี วรรณาการ. 2533 : 35) จากเหตุผลดังกล่าว แผนภูมิความหมายจึงเหมาะสมที่จะนำมาเป็นประโยชน์ในการเรียนการสอนการแก้ปัญหาแบบ IDEAL เมื่อผู้อ่านได้อ่านบทความ แล้วสามารถช่วยกันคิดวิเคราะห์และวิจารณ์บทความให้เข้าใจด้วยตนเอง โดยดึงประเด็นหลักสำคัญที่ต้องการออกมาแสดงความเชื่อมโยงเป็นภาพสื่อความหมายได้ ทำให้เข้าใจโครงสร้างของเนื้อหาได้อย่างชัดเจนรวดเร็วและเป็นไปในทิศทางที่ถูกต้อง ซึ่งประเด็นหลักสำคัญเหล่านี้ จะเป็นข้อมูลให้ผู้เรียนสามารถนำไปเขียนสื่อความหมายและถูกต้องตามทิศทางที่ต้องการ ได้เป็นอย่างดี

หลักการจัดกิจกรรมการสอนการแก้ปัญหาแบบ IDEAL

วารุณี สิงห์ประสาทพร (2544 : 10-15)ได้กล่าวถึง การสอนการแก้ปัญหาแบบ IDEAL ที่มีขั้นตอน ดังต่อไปนี้

        ขั้นที่ 1 บอกได้ว่าอะไรคือปัญหา (Identifying the Problem)

ลำดับแรกต้องรู้ว่าปัญหาคืออะไร จำเป็นต้องให้ผู้เรียนค้นหาปัญหาจากบทอ่าน โดยอภิปรายแลกเปลี่ยนความคิดเห็น

        ขั้นที่ 2 ระบุปัญหาให้ชัดเจน (Defining the Problem)

หาคำจำกัดความของปัญหา ผู้เรียนสามารถบอกรายละเอียดของปัญหาและกำหนดปัญหาที่แท้จริงได้ โดยผู้เรียนต้องใช้ประสบการณ์เดิม และนำข้อมูลมาโยงกับปัญหาที่คิดว่าน่าจะเกิดขึ้น จากนั้นแจกแจงปัญหาออกมา

         ขั้นที่ 3 หากลวิธีแก้ปัญหา (Exploring Strategies)

การหากลวิธีต่าง ๆ มาแก้ปัญหา ผู้เรียนต้องดูว่ากลวิธีที่มีอยู่เหมาะสมกับปัญหาที่พบหรือไม่ บางครั้งผู้เรียนอาจจะต้องปรับหรือแก้ไขดัดแปลงวิธี เพื่อให้ใช้ได้กับปัญหานั้น ๆ ในการหาวิธีที่จะแก้ปัญหา

1. แบ่งปัญหาออกเป็นส่วนย่อย ๆ

2. มองปัญหาย้อนกลับไป

3. พยายามแก้ปัญหาในสถานการณ์ที่ง่ายขึ้น

ในการแก้ปัญหาควรมีข้อมูลและควรจะสอนความคิดรวบยอดของเนื้อหาเพื่อใช้ในการแก้ปัญหา

         ขั้นที่ 4 และ 5 แก้ปัญหาและดูผลที่เกิดขึ้น (Action on Idea and Looking)

ผู้เรียนแก้ปัญหาตามกลวิธีที่คิดไว้และดูว่ามีผลอะไรเกิดขึ้น ถ้ากลวิธีที่เลือกไม่สามารถให้เกิดผลตามที่หวัง ควรใช้กลวิธีใหม่และประเมินผลที่เกิดขึ้น

การสร้างวิธีการแก้ปัญหาที่เป็นทางเลือกอื่นๆ นั้น ถ้าสามารถทำให้การแก้ปัญหามีประสิทธิภาพได้มากกว่า อาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ วิธีการต่อไปนี้อาจมีประโยชน์ คือ

1. เขียนขั้นตอนในการแก้ปัญหาให้แก่ผู้เรียนได้ปฏิบัติงานที่ได้รับมอบหมาย โดยให้ทำเป็นกลุ่มเป็นขั้นตอนแรกและประเมินผลความมีประสิทธิภาพของงาน เมื่อแต่ละกลุ่มได้เขียนการประเมินแล้วแลกเปลี่ยนความคิดด้วยการอภิปราย และการรับรู้ทางเลือกอื่นๆ ของกลวิธีที่พวกเขาอาจพบแล้วและควรถามผู้เรียนว่าผู้เรียนหากลวิธีที่เป็นทางเลือกได้อย่างไร

2. เสนอปัญหาให้กับผู้เรียน และให้รู้ว่าต้องใช้ขั้นตอนในการได้คำตอบสำหรับแต่ละขั้นตอนให้แต่ละกลุ่มสร้างกระบวนการสำหรับแก้ปัญหาส่วนนั้น จากนั้นกระบวนการเหล่านั้นก็จะนำเสนอความคิดเห็นด้านการอภิปรายทั้งชั้นเรียน ในระหว่างการอภิปรายควรจะสนันสนุนให้ผู้เรียนแต่ละกลุ่มบรรยายถึงกระบวนการและเหตุผลในการประยุกต์ใช้แต่ละกลวิธี

3. ทำงานโดยใช้กระบวนการแก้ไขปัญหาจากหลังมาหน้า จัดลำดับปัญหาและกลวิธีแก้ปัญหาให้กับผู้เรียน หลังจากนั้นให้ผู้เรียนตัดสินใจว่าขั้นตอนต่างๆ ที่พวกเขาจะใช้เพื่อสร้างคำตอบ

นอกจากนั้นยังได้มีการระบุขั้นตอนการจัดกิจกรรมในกระบวนการเรียนการสอน ไว้ดังนี้

ขั้นก่อนการสอน

1. การแบ่งกลุ่ม ก่อนเริ่มการเรียนการสอนครูต้องแบ่งนักเรียนเป็นกลุ่มละๆ 5 คน ควรมีมีระดับความสามารถแตกต่างกันภายในกลุ่ม เพื่อผู้ที่เรียนดีได้ช่วยเหลือผู้เรียนที่ด้อยกว่า

2. บทบาทของครู มีความเห็นว่าในการเรียนการสอน ครูมีหน้าที่ดังนี้

2.1 พูดให้ชัดเจนพอเหมาะสม

2.2 ให้ความร่วมมือเหมือนเป็นสมาชิกของกลุ่ม อาจให้ข้อมูลในฐานะสมาชิกและแสดงความคิดเห็นได้ หรือชี้แนะให้นักเรียนรู้ถึงวิธีการตอบแสดงตัวอย่างให้ดู

2.3 เป็นที่ปรึกษา ให้คำแนะนำไปยังกลุ่มต่าง ๆ ได้ทั่วถึง ครูอาจเป็นผู้ตัดสินในหัวข้อที่นักเรียนถกเถียงกันหรือเป็นผู้ให้ข้อมูล

2.4 เป็นคนกลาง ใช้เพื่อส่งเสริมความคิดอิสระของนักเรียน ต้องมีบทบาทน้อยที่สุด

3. บทบาทของนักเรียน ในฐานะสมาชิกในห้องเรียน นักเรียนต้องรู้จักบทบาทของตนในฐานะสมาชิกในชั้นเรียนที่ประกอบด้วยนักเรียนหลายกลุ่มที่อาจมีความคิดเห็นหรือมีผลการวิเคราะห์ที่ไม่ตรงกัน ต้องใจกว้างยอมรับความคิดเห็นของผู้อื่น รู้ว่าเมื่อใดควรฟังหรือเมื่อใดควรพูดและที่สำคัญต้องรู้วิธีพูดแสดงความคิดเห็นโดยอ้างอิงจากเนื้อจากเรื่องที่อ่าน แต่ต้องระวังหลีกเลี่ยงการแสดงความคิดเห็นโดยใช้ความรู้สึกของตนเองเป็นที่ตั้ง สิ่งสำคัญนักเรียนที่เรียนเก่งจะต้องช่วยเหลือหรือแนะนำนักเรียนที่เรียนอ่อนภายในกลุ่มของตนเอง

ขั้นการเรียนการสอน

การเรียนการสอนการแก้ปัญหาแบบ IDEAL มีขั้นตอนดังนี้

1. ขั้นบอกปัญหา (Identifying the Problem) นักเรียนอ่านบทความร่วมกันภายในกลุ่มนักเรียนเก่งจะให้คำปรึกษาและแนะนำ ช่วยเหลือนักเรียนอ่อน ครูจะใช้คำถามเพื่อให้นักเรียนสามารถบอกรายละเอียดของบทความได้ ทำให้นักเรียนเข้าใจเนื้อเรื่องได้ดี จะเป็นแนวทางนำไปสู่การค้นหาปัญหาในเรื่องเดียวกัน การหาปัญหาร่วมกันภายในกลุ่ม โดยการปรึกษาหรืออภิปรายซึ่งการอภิปรายในรูปของการพูดแบบไม่เป็นทางการ เป็นวิธีการจะช่วยให้นักเรียนได้รับการกระตุ้นให้พูดอย่างสบาย ๆ กล้าพูดเรื่องที่คิดและซักถามในเรื่องที่สงสัยได้ ทำให้กล้าพูดมากขึ้น หลังจากนั้นนักเรียนช่วยกันสรุปปัญหาลงในใบงาน

2. ขั้นระบุปัญหาให้ชัดเจน (Defining the Problem) นักเรียนจะต้องช่วยกันแจกแจงปัญหาและบอกสาเหตุของปัญหานั้นๆ โดยผู้เรียนต้องใช้ประสบการณ์เดิมมาช่วย จึงสามารถกำหนดปัญหาที่แท้จริงได้ ครูจะช่วยใช้คำถามเพื่อให้นักเรียนเข้าใจถึงสถานการณ์อย่างชัดเจน นักเรียนจะช่วยกันหาสาเหตุในบทความ ทำให้นักเรียนได้รูปแบบของภาษาและ รู้แนวทางในการปฏิบัติต่อไปได้อย่างถูกต้องแล้วเขียนไว้ในใบงาน

3. ขั้นหากลวิธีแก้ปัญหา (Exploring Strategies) นักเรียนช่วยกันหาวิธีการแก้ปัญหาจากบทความ บางครั้งวิธีการแก้ปัญหาอาจจะมีน้อยเกินไป ครูจำเป็นต้องใช้คำถามโยงปัญหาจากสื่อให้เข้าใจกับปัญหาที่นักเรียนพบเห็นในชีวิตประจำวัน เพื่อให้นักเรียนได้เกิดความคิดนำสู่การอภิปราย การพิจารณาปัญหา ครูอาจให้มองปัญหาย้อนกลับไปถึงปัญหาและสาเหตุต่างๆ หรือแยกปัญหาออกเป็นส่วนย่อยซึ่งง่ายต่อการหาวิธีแก้ปัญหา แล้วช่วยกันเขียนลงในใบงาน โดยครูเป็นผู้ให้คำแนะนำด้วยวิธีนักเรียนพูดบรรยายรูปภาพหรือครูใช้คำถามช่วย

4. ขั้นแก้ปัญหา (Acting on Ideal) นักเรียนช่วยกันอภิปรายภายในกลุ่มถึงผลของการแก้ปัญหาเมื่อแน่ใจแล้วช่วยกันสรุปปัญหา สาเหตุ การแก้ไข และผลลัพธ์ของการแก้ไขปัญหาในลักษณะของแผนภูมิความหมายนำส่งครู และขณะเดียวกันก็เขียนลงบนแผ่นใส นำเสนอภายในชั้นเรียน ครูตรวจความถูกต้องในการใช้ภาษาอีกครั้ง แล้วจึงให้คำแนะนำและชมเชย

5. ขั้นดูผลที่เกิดขึ้น (Looking) ครูและนักเรียนช่วยกันพิจารณาวิธีการแก้ปัญหาจากข้อมูลที่เสนอมาทั้งหมด โดยให้นักเรียนแสดงความคิดเห็นร่วมกับครูภายในชั้นเรียน วิธีนี้จะทำให้ทุกคนได้คิดไตร่ตรองถึงความถูกต้องและเหมาะสมในการแก้ปัญหา เพื่อเข้าใจถึงวิธีการแก้ปัญหาร่วมกันอย่างชัดเจน แล้วจึงสรุปและให้นักเรียนลงในใบงานของตนเอง ครูประเมินผลโดยการสังเกตจากการทำงานกลุ่ม ตรวจแบบฝึกหัด การเขียนรายงาน แล้วแจ้งผลการปฏิบัติงาน

จากขั้นตอนทั้ง 5 ขั้น ผู้เรียนได้พัฒนาทักษะการอ่านของตนเอง เมื่ออ่านแล้วสามารถคิดวิเคราะห์และวิจารณ์ในบทอ่านซึ่งมีหัวข้อหรือประเด็นที่น่าสนใจ น่าติดตาม อันจะเป็นแนวทางนำไปสู่การค้นหาปัญหา ด้วยวิธีการอภิปรายซึ่งการอภิปรายจะส่งเสริมกระบวนการคิดวิเคราะห์และตีความของผู้เรียนได้เป็นอย่างดี นอกจากนั้นผู้สอนยังได้ใช้คำถามเพื่อกระตุ้นความคิดของผู้เรียน จึงทำให้ผู้เรียนได้แสดงความคิดเห็นในการอภิปรายร่วมกันในกลุ่ม เพื่อหาสาเหตุของปัญหาวิธีการแก้ปัญหา และผลของการแก้ปัญหา ด้วยความประนีประนอม ยอมรับความคิดเห็นซึ่งกันและกันภายในกลุ่ม ดังนั้นผู้เรียนจึงมีความมั่นใจในตนเองเพิ่มมากขึ้น ในการเรียนการสอน ผู้เรียนสามารถใช้ครบทุกทักษะ เพราะผู้เรียนได้แนวคิดจากบทอ่านที่เป็นกระบวนการที่มีขั้นตอน จึงทำให้ผู้เรียนได้รูปแบบภาษาอันนำไปสู่การแสดงแผนภูมิความหมายและการเขียนได้เป็นอย่างดี

การที่ผู้เรียนได้รู้ได้เห็นมาก่อนจะทำให้บอกรายละเอียดของสาเหตุปัญหาได้ง่าย เมื่อโยงเข้าสู่ชีวิตจริง การแยกปัญหาที่ซับซ้อนเป็นส่วนๆ จะทำให้เข้าใจและเห็นแนวทางการแก้ปัญหาได้ง่ายขึ้นเป็นการช่วยกันระดมหาแนวทางแก้ปัญหา ผู้เรียนจะสนุกสนานกับการร่วมมือกันหาแนวทางการแก้ปัญหา จึงมีความจำเป็นที่ครูผู้สอนควรจะนำโยงไปสู่ชีวิตจริงของผู้เรียน ถ้าพบเหตุการณ์อย่างนี้จะทำอย่างไร จะทำให้การเรียนน่าสนใจยิ่งขึ้นและยังสามารถนำไปใช้ในชีวิตจริงได้ การคาดคะเนผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นจากการช่วยกันคิดแล้วสรุปผลนำเสนอตามแนวคิดของแต่ละกลุ่ม ซึ่งเป็นกระบวนการให้ผู้เรียนมีโอกาสแสดงออกทางภาษาได้เป็นอย่างดี และเป็นไปตามธรรมชาติด้วยความสนใจและกระตือรือร้นโดยครูและเพื่อนเป็นผู้พิจารณาความเหมาะสมเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับแนวและยอมรับความผิดพลาดของตนเองและนำมาสู่การอภิปรายเพื่อตกลงเลือกวิธีที่ดีที่สุด ซึ่งแต่ละขั้นตอนนักเรียนได้ใช้ครบทุกทักษะ คือ การฟัง การพูด การอ่านและการเขียน มีการติดตามประเมินผลอย่างใกล้ชิดและบันทึกเหตุการณ์ทุกเหตุการณ์ เพื่อที่จะนำไปสู่การอภิปรายปรับปรุงแก้ไขในโอกาสต่อไป จึงจะทำให้การพัฒนาภาษาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

ในการสอนอ่านภาษาอังกฤษการใช้คำถามเพื่อกระตุ้นให้ผู้อ่านคิด ผู้อ่านสามารถใช้คำถามเป็นเครื่องในการจัดกระบวนความคิด เมื่อผู้อ่านเข้าใจหรือตีความเนื้อเรื่องที่อ่านผิด ครูผู้สอนจะสามารถรู้ได้จากคำตอบของเขา ครูจึงควรศึกษากลวิธีการใช้คำถามในกระบวนการเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพ เพราะการเรียนการสอนในห้องเรียนใช้กระบวนการถามคำถามเพื่อให้เกิดการสนทนาและเริ่มต้นการอภิปราย กลวิธีการสอนมีหลายวิธีด้วยกัน การใช้คำถามเป็นวิธีหนึ่งที่นิยมมากที่สุดเนื่องจากช่วยให้ผู้เรียนอ่านได้อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นแนวทางให้ผู้เรียนสามารถสังเกตและสรุปในสิ่งที่อ่านได้ สามารถให้คำจำกัดความ จดจำรายละเอียด ทราบจุดประสงค์ของผู้เขียน สรุปโครงเรื่อง เปรียบเทียบแสดงความเห็นด้วยหรือคัดค้าน ขยายความ เข้าใจเหตุผลที่เกี่ยวเนื่องกัน นำสิ่งที่อ่านไปใช้ได้ในสถานการณ์ใหม่ สามารถวิเคราะห์ วิจารณ์ ใช้จินตนาการในการตั้งคำถามอื่นๆ อภิปรายความคิดและสามารถสรุปอ้างอิงไปถึงสิ่งรอบตัวได้__

Advertisements

About นภดล ยิ่งยงสกุล

ศึกษานิเทศก์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสตูล

Posted on 30/01/2012, in เทคนิควิธีการสอน and tagged , , , . Bookmark the permalink. 1 ความเห็น.

  1. ขอแชร์นะครับ
    ขอบคุณมากๆ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: