เตรียมพร้อมรับอาเซียน “วรากรณ์” แนะ ส่งเสริมการอ่าน-ยกเครื่องภาษาอังกฤษ

“ดร.วรากรณ์” ห่วงไทยตกเป็นรองประเทศในกลุ่มอาเซียน แนะยกเครื่องภาษาอังกฤษ-ส่งเสริมการอ่าน ระบุ โลกยุคใหม่การอ่านไม่ได้จำกัดแค่หนังสือ แท็บเล็ตที่รัฐแจกต้องรู้จักใช้ประโยชน์ บอกคุณภาพการศึกษาไทยไร้ผล เหตุหมดงบฯ ไปกับเงินเดือน ไม่ถึงตัวเด็ก

วันที่ 10 พฤษภาคม สำนักงานอุทยานการเรียนรู้ (TK park) จัดการประชุมวิชาการประจำปี 2555 “TK Conference on Reading 2012” ระหว่างวันที่ 10-11 พฤษภาคม เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และสร้างความร่วมมือทางวิชาการระหว่างประเทศ โดยเฉพาะด้านนโยบายการอ่าน ส่งเสริมการอ่านและแนวทางพัฒนาแหล่งเรียนรู้ เพื่อนำไปสู่ความเข้าใจกันมากขึ้นระหว่างประเทศสมาชิกในกลุ่มอาเซียน ณ โรงแรมอโนมา กรุงเทพฯ

นายปราโมทย์ วิทยาสุข ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ กล่าวเปิดงานว่า ในปี พ.ศ.2558 ประเทศไทยและประเทศสมาชิกจะรวมตัวกันเป็นประชาคมอาเซียนอย่างเต็มรูปแบบ ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ ในแต่ละประเทศจึงต้องปรับตัวและเตรียมความพร้อม โดยเฉพาะเรื่องคุณภาพของคน เพราะเห็นได้ชัดว่า แม้ในประเทศที่ไม่มีทรัพยากรธรรมชาติ แต่หากมีคนที่มีคุณภาพ ประเทศนั้นๆ ย่อมสามารถสร้างความมั่นคงและพัฒนาสังคมต่อไปได้

“ขณะเดียวกันเมื่อพรมแดนประเทศเลือนราง จนใกล้หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว เราจำเป็นต้องเรียนรู้ เข้าใจและยอมรับความแตกต่างของผู้คน ทั้งเชื้อชาติ ศาสนา ภาษา วัฒนธรรม ทัศนคติและค่านิยม เพื่อไม่ให้ความแตกต่าง ประวัติศาสตร์ความทรงจำของชาติในอดีตกลายเป็นเงื่อนไขเหนี่ยวรั้งความร่วมมือของทุกประเทศในภูมิภาคนี้” นายปราโมทย์ กล่าว และว่า ทั้งนี้ ความเข้าใจซึ่งกันและกัน จะเกิดขึ้นได้จากการอ่านและการเรียนรู้ ซึ่งจะเป็นเครื่องหนุนเสริมให้เกิดความแนบแน่น การร่วมมือที่ยั่งยืน ตลอดจนเห็นโอกาสใหม่ๆ ทั้งด้านเศรษฐกิจ การเมืองและสังคม

ด้าน รศ.ดร.วรากรณ์ สามโกเศศ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และประธานคณะอนุกรรมการนโยบายปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่สอง กล่าวบรรยายพิเศษเรื่อง “การพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการศึกษาและการเรียนรู้ เตรียมพร้อมสู่ประชาคมอาเซียน” ตอนหนึ่งว่า การเกิดขึ้นของประชาคมอาเซียน  (ASEAN Community) ในปี พ.ศ.2558 ไม่ใช่เพื่อความโก้หรู แต่เพื่อประโยชน์ร่วมกันในด้านการค้า การผลิต การบริการ การลงทุน การใช้แรงงานฝีมือที่เสรี ตลอดจนการร่วมมือกันเพื่อรับมือปัญหาต่างๆ อาทิ ยาเสพติด โรคติดต่อ ภัยพิบัติ ฉะนั้น เมื่อถนนเป็นสองทาง ไม่มีใครที่ได้ หรือเสียอย่างเดียว สิ่งที่จะทำให้เราอยู่รอดได้คือ ความสามารถในการปรับตัว เช่นเดียวกับสัตว์หลายชนิดที่อยู่รอดมาได้ ไม่ใช่เพราะมีขนาดใหญ่ แข็งแกร่งหรือฉลาดที่สุด แต่เพราะมีความสามารถดังกล่าว

รศ.ดร.วรากรณ์ กล่าวต่อว่า การเปลี่ยนแปลงเข้าสู่ประชาคมอาเซียนจะเกิดขึ้นแบบช้าๆ ในลักษณะค่อยเป็นค่อยไป แต่เราก็ไม่ควรใจเย็น เพราะเมื่อรู้ว่าประชาคมอาเซียนต้องเกิดขึ้นแน่นอน และถ้าเราไม่กระโดดขึ้นขบวนรถไฟสายนี้ ก็จะถูกทิ้งไว้ที่ชานชาลา หรือหากกระโดดขึ้นโดยไม่เตรียมพร้อม คงทำได้แค่ขายอ้อยควั้นหรือถั่วต้มเท่านั้น ไม่สามารถขายไอแพด อุปกรณ์โทรศัพท์ หรือตั๋วสัญญาการใช้เงินได้ ทั้งนี้ สิ่งที่สร้างความตื่นตัวได้ดีคือ การอ่าน ซึ่งจะทำให้เกิดความคิด ความรู้สึก คุณธรรม เรียนรู้ทักษะใหม่ เพราะการอ่านเป็นการเปิดประตูข้อมูลที่แท้จริง

รศ.ดร.วรากรณ์ กล่าวถึงคุณภาพการศึกษาไทยด้วยว่า บ้านเราใส่งบประมาณด้านการศึกษาลงไปกว่า 4 แสนล้านบาทมากที่สุดในทุกกระทรวงเป็นเวลา 10 ปีต่อเนื่องกัน แต่ไม่เป็นผล เพราะเข้าใจว่า เม็ดเงินส่วนใหญ่หมดไปกับเงินเดือน แทนที่จะไปถึงตัวเด็ก หรือพัฒนาการสอน ผลจากการเรียนจึงไม่ค่อยเกิดขึ้น ขณะเดียวกันคนไทยยังมีความเข้าใจเรื่องความเป็นชาติ ในลักษณะแบ่งแยกไทยแท้ ไม่ใช่ไทยแท้ ซึ่งต้องปรับความคิด (mindset) ที่ว่าทุกคนเป็นคนไทย ชาติไม่ได้อยู่บนพื้นฐานของชาติพันธุ์ แต่อยู่บนพื้นฐานของวัฒนธรรมเดียวกัน นอกจากนี้ประวัติศาสตร์ไทย สอนให้เรามองตนเองเป็นพระเอก ซึ่งการมองประวัติศาสตร์เช่นนี้ถือว่าแคบมาก ที่สำคัญไม่เอื้อต่อการเป็นอาเซียน

รศ.ดร.วรากรณ์ กล่าวว่า ส่วนสิ่งที่กังวลในใจมากที่สุดคือ เรื่องภาษาอังกฤษ คนแอฟริกาใต้ 50 ล้านคนทั่วประเทศ พบว่าแทบทุกคนสามารถพูดภาษาอังกฤษได้ ไม่ว่าจะคนแก่หรือเด็ก ทั้งที่การพัฒนาภาษาอังกฤษในแอฟริกาใต้ พึ่งจะเริ่มขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2537 ซึ่งจากการสอบถามวิธีสอนพบว่า มีการกำหนดให้ทุกคนต้องพูดภาษาอังกฤษวันละ 1 ชั่วโมง ขณะที่ในกลุ่มประเทศอาเซียนพบว่า ประชากรของอินโดเซียจำนวน 230 ล้านคน  ประชากรของมาเลเซียจำนวน 25 ล้านสามารถพูดภาษาอังกฤษได้ ส่วนฟิลิปปินส์ไม่ต้องพูดถึง สามารถพูดภาษาอังกฤษได้ทันหมด เพราะฉะนั้น ในเรื่องภาษาอังกฤษประเทศไทยจำเป็นต้องยกเครื่องใหม่

“อีกทั้งเป้าหมายการจัดการศึกษาบ้านเราต้องชัดเจน ภาษา การคิดเป็น ไม่ใช่แค่ตักน้ำใส่ถัง แต่ต้องเป็นการจุดไฟ ขณะเดียวกันต้องสร้างกลไกในการปรับตัว ยกระดับความสามารถในการแข่งขัน คำนึงถึงผู้มีส่วนได้เสีย (stakeholders) ประการสำคัญต้องมีโรดแมป สำหรับการเป็นประชาคมอาเซียน เพราะถ้าเราไม่ใช้โอกาสนี้ จะกลายเป็นวิกฤตที่อยู่กับสังคมไทยไปอีกหลายชั่วคน”

จากนั้นในช่วงท้าย รศ.ดร.วรากรณ์ ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวเพิ่มเติมเกี่ยวกับการอ่านต่อการพัฒนาสู่ความเป็นประชาคมอาเซียนว่า การอ่านจะทำให้คนรุ่นใหม่ เด็กเข้าใจเรื่องอาเซียนดีขึ้น ทั้งในมิติความเป็นไปของเพื่อนบ้าน วัฒนธรรม รวมทั้งทราบถึงความจำเป็นของการปรับตัว แต่หากไม่อ่านแล้วก็เหมือนกับปิดประตูบานใหญ่ลง

“การอ่านเป็นเรื่องที่ต้องส่งเสริม ไม่ได้มีราคาแพง เพราะประเทศไทยมีหนังสืออยู่จำนวนมาก ขณะที่อินเตอร์เน็ตก็เป็นอีกช่องทางหนึ่งที่เด็กรุ่นใหม่นิยม โดยเฉพาะในยุคที่ความสนใจของคนมีความหลากหลาย การอ่านจึงไม่ได้จำกัดที่หนังสือเท่านั้น ฉะนั้น สิ่งที่ไม่ควรมองข้ามคือ การอ่านในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งนับวันจะมีความสำคัญมากขึ้น ขณะที่การพัฒนาสื่อการอ่านสำหรับเด็กนั้น ความเข้าใจผิดประการหนึ่งของบ้านเราคือการรังเกียจการ์ตูน ซึ่งหากส่งเสริมการ์ตูนที่ดี นอกจากอ่านสนุกแล้ว ยังสร้างจินตนาการให้กับเด็กได้อีกด้วย”

เมื่อถามอีกว่า การที่กระทรวงศึกษาจะแจงแท็บเล็ตให้กับนักเรียนใช้ในช่วงเปิดเทอมนี้ จะช่วยส่งเสริมการอ่านในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ได้มากน้อยเพียงใด รศ.ดร.วรากรณ์ กล่าวว่า แท็บเล็ตนั้น หากเป็นเครื่องสำหรับเด็กที่โตกว่านี้ เช่น ประถมศึกษาชั้นปีที่ 4 หรือมัธยมศึกษาปีที่ 1 อาจจะมีประสิทธิภาพในการเรียนรู้มากกว่า และจะเป็นเครื่องมือที่ช่วยได้มาก เพราะแทบเลตทุกวันนี้ เหมือนกับเป็นการต่อสายตรงไปสู่หนังสืออีกเป็นล้านเล่ม รวมทั้งความรู้อื่นๆ อีกมากมาย แต่ทั้งนี้ ต้องรู้จักใช้ให้เป็นประโยชน์ อยากรู้อยากเห็น เพราะถ้ามีเครื่องมือแล้วไม่รู้จักใช้ คงไม่ต่างจากการมือท่อนไม้ท่อนหนึ่ง

เขียนโดย ณัฐนันท์ อิทธิยาภรณ์
ที่มา : http://www.thaireform.in.th/index.php?option=com_flexicontent&view=items&id=7554%3A2012-05-10-09-50-25

About these ads

About นภดล ยิ่งยงสกุล

ศึกษานิเทศก์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสตูล

Posted on 11/05/2012, in ข่าวการศึกษา, อาเซียน. Bookmark the permalink. ใส่ความเห็น.

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: